พื้นที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่อิทธิพล และฐานที่มั่นสำคัญแห่งหนึ่งของผู้ก่อ การร้าย คอมมิวนิสต์ ( ผกค.) ภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย (พคท.) เขตภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2511 มีมวลชนและกำลังติดอาวุธส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าม้งและได้ขยายอิทธิ พลสู่พื้นที่ราบบริเวณรอบ ๆ พื้นที่เขาค้อเพื่อสร้างมวลชน สนับสนุนตามยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองอยู่ตลอดเวลา ทำให้กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 3 ( กอ.รมน. ภาค 3) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ต้องจัดกำลังผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร และราษฎรอาสาสมัคร เข้าปฏิบัติการ เรียกว่าการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ด้วยการใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบปราม การปฏิบัติการจิตวิทยาและการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติ การตามแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานให้กับกองทัพภาคที่ 3 เมื่อปี 2519 คือการตัดเส้นทางเข้าไปยังพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุม และการนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

    พร้อมกันนั้นก็ได้ทำการพัฒนาหมู่บ้านเหล่านั้นให้ราษฎรรู้จักประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการทำการเกษตรให้ได้ผลดี เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัว และจัดสร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยอย่างถาวร พร้อมที่จะขยายเป็นชุมชนใหญ่ เช่น ประปา ไฟฟ้า โรงเรียน สถานีอนามัย ตลาด วัด ฯลฯ เพื่อให้เกิดความเจริญขึ้น และให้ความเจริญนั้นชนะอิทธิพล และการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เรียกโครงการดัง กล่าวว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก ตามพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2520 

    จากการดำเนินการปราบปรามด้วยกำลังทหาร และดำเนินการตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก ตามพระราชดำริดังกล่าวไปพร้อม ๆ กัน หลังจากจบการดำเนินตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำริแก่ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ผลักดัน บุกเบิกดำเนินการต่างๆในพื้นที่เขาค้อตั้งแต่ต้น จนกระทั่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในพื้นที่เขาค้อประสบความสำเร็จให้โครงการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ด้วยการพระราชทานทุนทรัพย์จัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรขึ้นภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อรับซื้อผลิตผลการเกษตรได้ในราคาประกันและเป็นธรรม เพื่อเป็นการประกันว่าราษฎรจะสามารถขายผลผลิตของตนได้ และมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวตลอดเวลา อันนำมาซึ่งความอยู่เย็นเป็นสุขและความมั่นคงถาวรของพื้นที่เขาค้อต่อไป

   ในปี 2532 พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ได้จัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ ขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่บ้านเขาย่า ตำบลสะเดาะพง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการงานด้านการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชผักเมืองหนาว และผลไม้เช่น เสาวรส สับประรส กาแฟ เป็นต้น หลังจากนั้นโครงการฯ ก็จะรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรเข้ามาแปรรูปต่อไป เป็นน้ำผลไม้กระป๋อง เช่น น้ำเสาวรส น้ำสับปะรด ฯลฯ   เปิดทำการวันแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 มีกำลังผลิตเต็มที่วันละ 12,000 กระป๋อง (ชนิดเข้มข้นขนาด 20 ออนซ์) โดยส่งไปจำหน่ายในตัวจังหวัดเพชรบูรณ์และพื้นที่ใกล้เคียง   ทำให้น้ำผลไม้กระป๋องที่ผลิตจากโครงการฯ โดยเฉพาะน้ำเสาวรสเริ่มเป็นที่รู้จักมาก    

   ความเป็นมาการพัฒนาปรับปรุงโครงการฯ ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ได้มีนโยบายมอบหมายให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการดำเนินงานในภาพรวมของโครงการฯ ที่ผ่านมามีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำร่างกรอบยุทธศาสตร์ฯ และร่างแผนการปฏิบัติงาน บนพื้นฐานปัจจุบันของการประเมินสถานภาพของเศรษฐกิจ สังคมและชุมชนภายในโครงการฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ไปจนถึงภาพรวมภายในประเทศ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำริให้ ฯพณฯ พลเอกพิจิตร   กุลละวณิชย์ จัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรขึ้นมา

    นอกจากนี้ ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ยังให้ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของบริบทที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรแบบครบวงจร ที่เริ่มตั้งแต่เตรียมปัจจัยเพื่อการผลิต การแปรูป ไปจนถึงการตลาด โดยต้องยึดแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเสมอว่า ต้องเริ่มจากสนับสนุนให้เกษตรกร  และชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เกษตรกรและชุมชนมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติต่างๆด้วย จากนั้นเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง  และเรียนรู้ที่จะสร้างงานจากทรัพยากร  หรือสิ่งที่ตนมีอยู่ได้ก็จะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป  ในการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้มอบหมายให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ประกอบด้วยเป้าหมาย แผนปฏิบัติงานงาน การควบคุมและติดตามผลในระยะยาว